จากโรงเรียนร้างสู่พื้นที่สร้างโอกาส! ชาวนาเสียวกว่า 70 คนรวมพลัง พลิกฟื้นลานกีฬาต้านยา
วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่บริเวณโรงเรียนบ้านนาเสียว ต.นาเสียว อ.เมืองชัยภูมิ นายสุเทพ สมะถะ กำนันตำบลนาเสียว พร้อมด้วยนายชยวัฒน์ สวัสดิ์รักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาเสียว นำชาวบ้านจาก 12 หมู่บ้าน ร่วมกันทำความสะอาดและปรับปรุงพื้นที่โรงเรียน ทั้งตัดหญ้าที่ขึ้นรก ตัดแต่งกิ่งไม้ และปรับสภาพสนามกีฬา โดยใช้เวลาเพียงครึ่งวันสามารถฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โรงเรียนบ้านนาเสียวเป็นโรงเรียนประถมศึกษาที่เคยให้การศึกษาแก่เด็กในชุมชน แต่หลังจำนวนนักเรียนลดลง โรงเรียนถูกยุบและให้นักเรียนไปเรียนรวมกับโรงเรียนใกล้เคียง ส่งผลให้อาคารและพื้นที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี จนเกิดความทรุดโทรมและมีการลักลอบรื้อสายไฟ หลอดไฟ และอุปกรณ์การเรียนการสอนไปจนเกือบหมด ชาวบ้านจึงเห็นพ้องกันว่า แทนที่จะปล่อยให้พื้นที่และงบประมาณที่เคยใช้ก่อสร้างโรงเรียนสูญเปล่า ควรนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชน โดยเตรียมขอใช้พื้นที่เพื่อพัฒนาเป็น “ลานกีฬาต้านยาเสพติด” ทั้งสนามฟุตบอล สนามเซปักตะกร้อ และสนามวอลเลย์บอล เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ออกกำลังกาย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และห่างไกลจากยาเสพติด
นายสุเทพ สมะถะ กำนันตำบลนาเสียว กล่าวว่า ตนเองเกิดและเติบโตในพื้นที่ และเคยเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ชั้น ป.4 เมื่อกลับมาเห็นสภาพโรงเรียนที่เคยเป็นสถานศึกษาของชุมชนถูกปล่อยรกร้างและทรุดโทรม รู้สึกหดหู่ใจ จึงร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวบ้านทั้ง 12 หมู่บ้านลงมือฟื้นฟูด้วยตนเอง เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเด็ก เยาวชน และประชาชน นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดปรับพื้นที่ด้านข้างและด้านหลังโรงเรียนเป็น แปลงปลูกผักสวนครัว เปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินเข้ามาปลูกพืชผัก นำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดชุมชนและตลาดทั่วไป เป็นการสร้างรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
ด้านนายชยวัฒน์ สวัสดิ์รักษ์ นายก อบต.นาเสียว กล่าวว่า หลังจากปรับปรุงพื้นที่แล้ว จะจัดทำหนังสือขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานด้านการศึกษาอย่างถูกต้องตามระเบียบ เพื่อพัฒนาเป็นลานกีฬาต้านยาเสพติด พร้อมพิจารณาสนับสนุนงบประมาณของ อบต. หากสามารถดำเนินการได้ตามระเบียบ รวมถึงพัฒนาเป็นศูนย์ฝึกอาชีพและแปลงเกษตรชุมชน เพื่อให้ผู้ไม่มีที่ดินทำกินมีโอกาสสร้างรายได้และพึ่งพาตนเอง
การรวมพลังของชาวนาเสียวครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการ “ตัดหญ้าโรงเรียนร้าง” แต่เป็นการตัดวงจรความรกร้าง พลิกพื้นที่ที่เคยถูกทิ้งให้กลับมาเป็นพื้นที่สร้างโอกาส ทั้งกีฬา อาชีพ และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยไม่ต้องรอของบประมาณก้อนใหญ่จากภาครัฐ แต่เริ่มต้นจากพลังของคนในพื้นที่เองอีกด้วย









