แฉปมครูเทควันโดชัยภูมิ! ผู้ปกครอง 4 ครอบครัวร้อง กกท. อ้างเรียกเงินนับแสน สัญญาพาลูกแข่งต่างแดน  

           แฉปมครูเทควันโดชัยภูมิ! ผู้ปกครอง 4 ครอบครัวร้อง กกท. อ้างเรียกเงินนับแสน สัญญาพาลูกแข่งต่างแดน  บรรดาพ่อแม่และญาติผู้ปกครองเด็กนักกีฬาเทควันโด 4 ครอบครัว รวมกว่า 10 คน เดินทางติดตามความคืบหน้าคดี หลังแจ้งความกล่าวหาครูฝึกสอนเทควันโดรายหนึ่งในพื้นที่เมืองชัยภูมิ กรณีเรียกเก็บค่าเรียนและค่าดำเนินการเกี่ยวกับการสอบสายแดง-สายดำ รวมถึงอ้างว่าจะพาเด็กไปแข่งขันต่างประเทศและมีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทย แต่ผู้ปกครองระบุว่าไม่เป็นไปตามที่ตกลง จึงขอเงินคืนและเข้าแจ้งความดำเนินคดี

          วันที่  6 ต.ค. 2569 ผู้ปกครองเด็กชายและเด็กหญิง อายุประมาณ 7-8 ปี จาก 4 ครอบครัว เดินทางติดตามความคืบหน้าคดีที่ สภ.เมืองชัยภูมิ หลังมีผู้เสียหายบางรายเข้าแจ้งความไว้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2569 โดยระบุว่าถูกเรียกเก็บเงินรวมกันเป็นจำนวนหลักแสนบาท จากการสมัครเรียนเทควันโด คอร์สระยะยาว รวมถึงค่าเกี่ยวกับการทำสายเทควันโด โดยผู้ปกครองอ้างว่าได้รับข้อมูลว่าจะสามารถพาเด็กไปแข่งขันในต่างประเทศ รวมถึงมีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทย หนึ่งในผู้เสียหาย น.ส.เยาวพรรณ จิตอุดมศักดิ์ อายุ 37 ปี เปิดเผยว่า เดิมพาลูกสาววัย 8 ขวบไปสมัครเรียนเทควันโด และเห็นว่าลูกมีพัฒนาการและสามารถลงแข่งขันได้ ต่อมาผู้ฝึกสอนแจ้งว่าหากต้องการแข่งขันต่อ เด็กจำเป็นต้องมีสายเทควันโดตามระดับ โดยอ้างว่าสายแดงและสายดำจะทำให้มีคุณสมบัติสำหรับการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่ประเทศเกาหลีหรือประเทศอื่นๆ

            ผู้ปกครองรายนี้ระบุว่า ได้ชำระค่าเรียนคอร์สระยะ 5 ปีประมาณ 58,000 บาท และค่าเกี่ยวกับสายเทควันโดอีกประมาณ 55,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วเป็นเงินหลักแสนบาท โดยมีการแจ้งว่าจะได้เดินทางไปแข่งขันตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้เดินทาง โดยมีการอ้างถึงหน่วยงานด้านกีฬาและปัญหาด้านงบประมาณ กระทั่งผู้ปกครองเริ่มสงสัยและขอเงินคืน แต่ยังไม่ได้รับคืน จึงเข้าแจ้งความเพื่อขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย ด้าน นายอำพันธ์ สนิท อายุ 48 ปี และ น.ส.ณิชาดา เชื้อณวารี อายุ 47 ปี ผู้ปกครองเด็กหญิงวัย 8 ขวบ ระบุว่า ลูกเรียนเทควันโดในคอร์สระยะ 5 ปี และมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนและสายเทควันโดรวมประมาณ 102,000 บาท แต่เมื่อเรียนไปประมาณ 3 ปี ยังไม่ได้เดินทางไปแข่งขันต่างประเทศ นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังอ้างถึงสภาพแวดล้อมในการฝึกซ้อมว่า ในบางช่วงมีการปิดกระจกและไม่เปิดหน้าต่างหรือเครื่องปรับอากาศ ทำให้เด็กบางคนรู้สึกอึดอัดจนไม่ต้องการไปเรียนต่อ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทั้งเรื่องการเรียกเก็บเงิน การจัดการเรียนการสอน และมาตรฐานสถานที่ฝึกซ้อม

ภายหลังจากเข้าแจ้งความ ผู้ปกครองระบุว่ารอความคืบหน้ามานานกว่า 12 วัน จึงรวมตัวเดินทางมาติดตามคดีที่ สภ.เมืองชัยภูมิ

           ร.ต.อ.วัชรินทร์ หูชัยภูมิ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยภูมิ ชี้แจงว่า ตำรวจได้รับแจ้งความและรับเรื่องไว้แล้ว ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งเรียกผู้เสียหายมาสอบปากคำ ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป จากนั้นกลุ่มผู้ปกครองได้นำเอกสารและหลักฐานเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ นายจินดา เทียมชัยภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดชัยภูมิ เพื่อขอให้ กกท. และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชัยภูมิ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมของผู้ฝึกสอนเทควันโดรายดังกล่าว ข้อร้องเรียนครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งการเรียกเก็บค่าเรียนและค่าดำเนินการเกี่ยวกับการสอบสาย การตรวจสอบคุณสมบัติและใบอนุญาตผู้ฝึกสอน รวมถึงการเปิดสถานที่ฝึกซ้อม การใช้ชื่อหรือการกล่าวอ้างถึงสมาคมกีฬาและ กกท. การส่งเด็กไปแข่งขันต่างประเทศ ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย ระบบระบายอากาศ อุปกรณ์ปฐมพยาบาล และถังดับเพลิงภายในสถานที่ฝึกซ้อม ผู้ปกครองบางรายยังกล่าวอ้างว่า ระหว่างการฝึกซ้อมเด็กไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันศีรษะ จนมีเด็กได้รับบาดเจ็บถึงขั้นฟันหัก และยังมีข้อกล่าวหาว่ามีการนำชื่อของผู้ปกครองบางรายไปอ้างกับผู้ปกครองรายอื่นว่าเคยทำสายแดง-สายดำและเตรียมเดินทางไปแข่งขันต่างประเทศ ทั้งที่เจ้าตัวระบุว่าไม่ทราบเรื่องและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างดังกล่าว

            นายจินดา เทียมชัยภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองและผู้เสียหายแล้ว จะเร่งตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงตามประเด็นที่ร้องเรียน เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อทุกฝ่าย